.. I used to be there with that Black Machine [ San Remo ]
with the greatest beans [ Rosso ]
& .. with them [ Julia ], [Marten], [Laura] ..
such a good old day, really ..
.. I used to be there with that Black Machine [ San Remo ]
with the greatest beans [ Rosso ]
& .. with them [ Julia ], [Marten], [Laura] ..
such a good old day, really ..
ขออนุญาตเข้ามาแจ้งข่าวค่ะ…
ตอนนี้ปิงเข้าวัดเตรียมตัวบวชในวันมาฆบูชานี้ค่ะ วันนี้ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการเตรียมตัวบวชให้กับเคเบิ้ลทีวีช่องหนึ่ง
หน้าตาอิ่มเอิบมาก
ระยะเวลาการบวชที่ปิงตั้งใจไว้คืออย่างน้อยหนึ่งเดือนค่ะ หลังจากนี้จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งนึงค่ะ
ขอบคุณแทนปิงด้วยสำหรับการติดตามและให้กำลังใจนะคะ
)

ช่วงนี้ผมเบื่อ อากาศที่ซิดนีย์เป็นที่สุด
ครึ้มฟ้า ครึ้มฝน ตลอด ตลอด
ออกจากบ้านไปไหนก็ลำบาก
ไม่รู้ว่า ฝนจะตกเมื่อไร หรือ ..
ตก ช่วงไหนของวัน
ทั้งทั้งที่หลายปีที่ผ่านมา หน้าร้อนนี้
จะเป็นช่วงที่อากาศดีที่สุดของปี
ด้วยความสงสัย ปนหงุดหงิด
เลยเข้าไปดูข่าวเสียหน่อย จึงรู้ว่า ..
ลานิญญา เป็นคำตอบสุดท้าย ..
ชื่อเหมือนอาหารอิตาเลียนไหมครับ แต่ไม่ใช่
ลานิญญา เป็นภาษาเสปน แปลว่า เด็กผู้หญิง
ซึ่งตรงกันข้ามกับ เอลนิญโญ ที่แปลว่า เด็กผู้ชาย
เริ่มคุ้นๆแล้วใช่มั้ยครับ (เพลงของ ทาทา) ฮาๆ
สรุปคือเป็นปรากฏการณที่ตรงข้ามกัน
เอลนิญโญ คือ ฝนไม่ตกในที่ที่ควรจะตก
และยังเคยทำให้เมืองไทยของเราอยู่ในภาวะแห้งแล้งสุดๆ
แต่ลานิญญา ทำให้ฝนตกหนักกว่าที่ควรจะเป็น
ฝนที่ควรจะตกหนักในทะเลกลับมาตกในที่ที่ไม่ควร
สำหรับประเทศที่ได้รับผลกระทบจากมากที่สุด
คือ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์
แต่ปีนี้ ออสเตรเลีย โดน ลานิญญาจัดไปเต็มๆ
ผมเข้าไปดูแฟ้มภาพข่าวต่างประเทศ(ในเมืองไทย)
เพื่อมาดู ข่าวประเทศที่ตัวเองอยู่ .. ฮ่าๆ
ปรากฏว่า ฝนตกจนน้ำเอ่อท่วมเข้ามาในเมืองทางตอนเหนือ
ในรัฐ Queensland ภาพน้ำท่วม มีขนาดใหญ่
..เท่า พื้นที่ประเทศฝรั่งเศสกับเยอรมันมารวมกัน
ภาพฝรั่งหนีน้ำท่วมขึ้นไปอยู่บนหลังคา เกาะอยู่ตามต้นไม้
บางคนเปิดร้านกาแฟ ก็ยกเครื่องทำกาแฟใหญ่ๆ หนีน้ำ
พื้นที่ทำการเกษตรขนาดใหญ่พังพินาศ
ซึ่ง ผมก็สังเกตมาอาทิตย์หนึ่งแล้ว ว่าผักผลไม้ที่ซื้อประจำ
ขึ้นราคามาเท่าตัว เศรษฐกิจในเมืองไม่ต้องพูดถึง
เอาตัวให้รอดไม่จมหายไปกับ สายน้ำ ก็เก่งแล้ว
นายกรัฐมนตรีหญิงก็ พูดปลอดใจกันตาปริบๆ
ว่าให้ทำใจกับตัวเลขผู้ที่สูญหายซึ่งยังไม่ทราบแน่นอนว่า
เสียชีวิตไปหมดรึยัง ..
สลด .. แล้วก็รู้สึกว่า ตัวเราโชคดี กว่าเขาหลายเท่า
คนซิดนีย์อาจจะ แค่เบื่อๆ
แต่คนที่ควีนสแลนด์กลับ ไม่เหลืออะไร
สิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย
ผมไม่ได้แช่งครับ แต่คิดตามหลักความเป็นไปได้
เกิดผมเป็นคนที่ต้องแบกเครื่องกาแฟใหญ่ๆ หนีน้ำท่วม
คงไม่ใช่เรื่องสนุกเลย
เกิดมันเกิดขึ้นกับร้านรวงของเราวันหนึ่ง เราจะทำอย่างไร
ไม่ต้องมองว่าน้ำท่วมโลกนะครับ เอาแค่เบาะๆเพียงเท่าที่เล่ามานี้
ดังนั้น ไม่ว่าอยู่ในธุรกิจอะไร ขอให้..
ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ทำอะไรที่เป็นประโยชน์
มีจิตสาธารณะ เป็นสิ่งที่ต้องมีติดไว้ครับ
ถ้าเราคิดว่า เรามีแผนเราเอาตัวรอดได้
เราอาจจะเอาตัวรอดได้ .. แต่ถ้าคนอื่นๆไปไม่รอด
แล้ว เรา ..จะอยู่ได้อย่างไร
จริงไหมครับ
วันนี้ กายอาสา และ จิตสาธารณะ ..
ได้อยู่ในธุรกิจของคุณบ้างแล้วรึยัง
สวัสดีตอนเช้าๆ(ของเมืองไทย)ครับ
สนใจงานออกแบบแนว vintage ก็บอกผมมาได้ครับ
ไม่มีราคาค่างวดอะไรหรอกครับ หากชอบก็บอก
หลังปีใหม่นี้ ..ผมมีงานชิ้นใหญ่รออยู่ที่เมืองไทยครับ
ประมาณ ปลายๆมกรา – กุมพาผมจะอยู่ที่กรุงเทพฯ
เรียนเชิญเพื่อนๆครับ
หากใครมีอะไรให้ผมช่วย หรืออยากพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
หรือ นัดกันไปดื่มกาแฟอย่างไร ก็ติดต่อมาได้เลยครับ
มาต่อกัน จากความเดิมปีที่แล้วกันต่อครับ
.. จากที่ว่าผมเริ่มหัดทำกาแฟเมื่อปี 07 ปลายๆ เหมือนเต่าคลานนั้น
ความยุ่ง ความเร่งรีบของร้านก็ไม่ได้คลานตามๆกันมา เหมือนการเริ่มทำกาแฟครับ
หากแต่ เป็น สิ่งที่ทำให้ผมได้คิดคำพูด คำพูดหนึ่งขึ้นมาว่า ..
“การทำกาแฟนั้นไม่ยาก แต่ยากตรงที่ทำกาแฟเวลายุ่งๆ”
ที่จริงก็ไม่ถึงกับ ไม่ยากอะไร ทุกวันนี้ ผมยังเชื่อว่า ..
การทำกาแฟนั้นยังยากอยู่ ยังต้องเรียนรู้อยู่
ไม่มีใครรอบรู้เรื่องกาแฟไปทุกๆเรื่องครับ
ผมยังต้องการความรู้ ยิ่งรู้มาก ยิ่งทำมาก ความยากก็เกิดครับ
เมื่อก่อนรู้น้อย ทำน้อย ทำกาแฟหรอ .. อุ๊ยง่าย
.. อ่ะ .. เสร็จล่ะ ทำไปสี่แก้ว เดินเอามาคืนสามแก้ว
อีกแก้วหนึ่ง ไม่ใช่ว่าดื่มได้นะครับ พอดีหกเลยเดินมาคืนไม่ถึง
เมื่อกี้ พูดเล่นหนะครับ แต่ก็มีส่วนจริงอยู่บ้าง
ที่เวลาเราคิดว่า ทำอะไรได้ง่ายๆ แล้วเราจะมองข้ามอะไรหลายๆอย่างไป
ไม่เชื่อ ผมว่า ลองไปถามอาจารย์หรือผู้รู้ด้านกาแฟหลายๆท่านดูครับ
ผมเชื่อเอาขนมกินได้เลยว่า คงไม่มีใคร บอกว่า “ง่ายมากๆ” แน่นอน
สำหรับผม .. มันยังยาก และก็น่าสนใจขึ้นทุกวันครับ
ต่อกันที่ ปีแรกของผมก็ DelaFrance กันต่อครับ
ผมจะมีโอกาสแตะเครื่องกาแฟแบบสบายใจตอนที่ลูกค้าไม่ยุ่งเท่านั้น
ซึ่ง ณ เวลานั้น แทบจะไม่มีเวลาไหนไม่ยุ่งครับ
เรียกว่ามีคนเดินข้ามถนนจากสี่แยกมา สิบคน
จะต้องมี สี่ หรือ ห้าคน ที่เดินเข้ามาในร้าน หาอะไรทาน
เพราะช่วงนั้น เศรษฐกิจโลกกำลังดี ยังไม่มีวิกฤติแบบทุกวันนี้
ประกอบกับร้านรวงต่างๆ ในเมืองนั้น ยังไม่เยอะคึกคักแทบจะขี่คอกันเปิด
เท่าทุกวันนี้ ..
ผมได้เรียนรู้การทำกาแฟจาก บาริสต้า ในร้าน แทบจะทุกคน
แต่ ก็ไม่ได้พัฒนาฝีมือ ของผมขึ้นมาเลย
ให้มองย้อนไปตอนนี้ .. ผมได้แต่หัวเราะ และก็รู้ทันทีว่า เวลานั้น
.. ผม เกร็ง อยู่
ความเกร็งรุกรานผมมาตั้งแต่การใส่ group handle ลงไปที่เครื่อง
ทำอย่างไรก็ใส่ไม่ได้ .. เลยย มันติด มันขัด มันงัด กันไปหมด
พอใส่ได้แล้ว ก็กว่าจะวางแก้วไปรอง ชอตเอสเปรสโซ่ ก็ชะงักชะงัน
จนกาแฟที่บดมาดีๆ โดนความร้อนเข้าไปก็ออกมาเป็น สีคล้ำดำ
.. กาแฟ Burn
พอไปตีนม ก็จับ jug นมสองมือ แกว่งไป แกว่งมา หาจุดไม่ได้
เสียงฟองอากาศจากก้านสตรีม กระทบกับนมดัง ปู๊ดด ปู๊ดด
ฟองอากาศก็ขึ้นมากันพรึ่บ ยิ่งเห็นยิ่งตกใจ เอา jug นมลงก็ไม่ได้
นมยังไม่ร้อน ก็ทำได้แต่ หมุน Jug ปรับไปเรื่อยๆ
เหมือนงมเข็มในใหาสมุทร หาเท่าไรก็ ไม่เจอ
จากเสียงปุ๊ดๆ บางทีก็กลายเป็นเสียง แป๊ดดดดดดดด .. ดังๆ
นั่น .. นาน ไป นมก็ burn อีก
กาแฟก็ burn นมก็burn พอเทใส่แก้วแล้วผสมกันแล้ว
.. ก็มีเสียงดังมาว่า is this chinese congee ?
ผมแทบจะเอาหัวมุดใต้เครื่องกาแฟ ถึงแม้ลูกค้าจะไม่ได้เป็นคนพูด
แต่ ไม่ว่าใครก็ตาม การที่โดนดูถูกแบบนั้น เป็นเรื่องเจ็บปวดไม่น้อย
จนเมื่อไม่นานมานี้ ผมเอาซีดีหนังจีนเก่าๆมาดู เรื่อง “มังกรหยก”
ทำให้ผมสะท้อนภาพตัวเองในวันนั้น กับ
“ก๊วยเจ๋ง” ในวันที่ยังฝึกยุทธ์กับ “7 ประหลาดกังนั้ม”
คือ ฝึกเท่าไรก็ ไม่ได้ผล ยิ่งฝึกยิ่ง งง
จนมีนักพรตมองเห็นว่า เป็นเพราะ มีอาจารย์หลายคนเกินไป
ต่างคน ต่างมีความถนัดต่างกัน คนนั้นบอกที คนนี้บอกที
หากไม่มีใครบอกแก่นของมันแล้ว ฝึกไปอีกสิบปีก็ไม่มีทางเก่ง
แต่สำหรับผม ณ เวลานั้น ..
ผมไม่ได้ดูมังกรหยก และ ผมก็ไม่เข้าใจจุดนี้ด้วย
ผมมีแต่ บาริสต้าหลายๆคน วนมาสอนผม ทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้
อย่าทำอย่างนั้น ไม่ดี อย่าทำแบบนี้ ตามคนนั้น มันไม่ถนัด ..
ซึ่งผมเองก็พยายามทำตามที่หลายๆคนบอก
แต่ การขาดความเข้าใจพื้นฐาน เป็นสิ่งสำคัญ
เหมือนสอนเด็กให้อ่าน ออกเสียงเลย แต่ไม่รู้ว่า พยัญชนะนั้นอ่านอย่างไร
ก.ไก่ ที่ว่าง่ายๆ หากไม่รู้เลย แล้วให้อ่านผสมกับตัวอื่น ถึงจะจำคำคำนั้นได้
แต่กระประยุกต์ใช้ หรือ แก้ไขสถานการณ์ไม่ได้อยู่ดี
ฉะนั้นแล้ว การสอนคนให้ทำกาแฟได้ ก็เป็นเรื่องทีท้าทายเช่นกัน
หากเราสอนใครให้ทำกาแฟไม่ได้สักคน ไม่ว่าจะมีประสบการณ์แค่ไหน
มันก็แทบจะไม่มีค่าอะไรเลย
ผมเอง ณ เวลานั้น ก็ไม่ได้รู้หลัก เหตุและผลของการทำกาแฟที่แท้จริง
การเรียนลัด หรือ เรียนเลย หรือ ครูพักลักจำ ก็ใช้ไม่ได้ผล
กาแฟโจ๊กต้ม ก็เป็นตัวอย่าง และเป็นแรงผลักดันที่ดี
ให้ผมย้อนกลับมาเรียนรู้ ทำอย่างไรถึงจะไม่เป็นแบบนั้น ..
สรุปคือ การทำกาแฟ สำหรับผม คือ เรื่องของเหตุและผล
มันเป็นวิทยาศาตร์ สามารถพิสูจน์ได้ และต้องพิสูจน์ให้ได้
สังเกตว่า บทความที่ผ่านมา ของผมจะอ้างอิงกับหลักการนี้ทั้งสิ้น
ไม่ว่า เป็นการตรวจสอบ กากกาแฟ หาที่มาของ ความผิดพลาดของชอต
การทดลองทำ การทดลองใส่กาแฟ มากขึ้น หรือ น้อยลง
การปรับ grinder ให้หยาบขึ้น ละเอียดขึ้น
ระยะเวลาการเก็บ การบ่มกาแฟ ในเวลาที่เหมาะสม ส่งผลถึงรสชาติอย่างไร
กาแฟในทัศนคติของผม คือ ผลของความตั้งใจ และเป็นวิทยาศาตร์ครับ
พิสูจน์ได้ และ ผ่านการทดลองมาแล้ว
ฉะนั้นแล้ว ผมไม่เชื่อเรื่อง fancy หรือ พรสวรรค์ ครับ
พรแสวง และ การฝึกฝนอย่างหนักเท่านั้น ที่จะได้มาซึ่ง คุณค่าของคนทำกาแฟครับ
สวัสดีครับ
ปล. ตอนต่อไป ผมจะนำเสนอเรื่องอื่นๆ บ้างดีไหมครับ
เล่าเรื่องอดีตนานๆ รู้สึกว่า ตัวเองแก่ยังไงไม่รู้ .. ฮาๆ
คิดถึงเพื่อนๆ พี่ๆ มากมากครับ
หวังว่าทุกคนคงจะสบายดีกันทุกคนนะครับ
ขอให้เพื่อนๆพี่ๆ สุขภาพแข็งแรง และขอให้ได้พบเจอแต่เรื่องดีๆในปีกระต่ายนี้นะครับ
เวลานี้บอกได้เต็มปากว่า “ผมกลับมาแล้วครับ”
กลับมาเป็นเพื่อนคุยหลังเครื่องกาแฟเหมือนเดิมครับ
ส่วนที่ว่า หายไปไหนมาหลายอาทิตย์ เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังเร็วๆนี้นะครับ
(เผื่อมีคนอยากฟัง ..รึปล่าว)
ปีนี้ผมตั้งใจไว้ว่า จะทำให้เป็นปีที่ดีของผมให้ได้
จะเป็นปีที่ผมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง ในทุกๆวัน
เพื่อทำในสิ่งที่ผมตั้งใจไว้ ให้สำเร็จ
ส่วนบล๊อกๆนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผมจะทำให้สำเร็จภายในปีนี้ให้ได้ ..
ผมไม่ต้องการเพจวิว ผมไม่ต้องการให้บล๊อกนี้ดัง
ผมต้องการแค่ เพื่อนๆผู้อ่าน อ่านแล้วเกิดแรงบันดาลใจ เกิดความรักในสิ่งที่ทำ
และที่สำคัญอยากให้ทุกคนก้าวผ่านความกลัว ความล้มเหลว ความสิ้นหวังไปด้วยกัน
แล้วพบกันอีกทีเร็วๆนี้นะครับ ..แบบว่า ขอนอนซักนิดนะครับ เหนื่ือย ..โฮก
.. coming back so soon !!
ผมใช้เวลาคิดอยู่หลายนาที..
ว่าจะเขียนอะไรต่อจาก บรรทัดนี้ดี.. นะ
…
คงต้องบอกว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา DelaFrance ปิดแล้ว
ท่ามกลางความมึนงง และเพื่อนๆของผมหลายคนก็ shock .. ไปตามๆกัน
.. ผมเองก็เหมือนกัน
เมื่อวานหลังจากผมเพิ่งเขียนบล๊อกเสร็จ ไม่กี่อึดใจดี
โทรศัพท์ก็ดังขึ้น ..บอกข่าวเล่าความ
ไม่รู้ว่า ผมทำหน้าอย่างไรหลังจากได้ยินข่าวล่าสุด
แต่ .. ธุรกิจ ก็ คือ ธุรกิจ อยู่ดี
นาทีสุดท้ายจริงๆ ..ที่เปลี่ยน เมื่อคืนที่นอนฝันดีของคนเล็กๆกลุ่มหนึ่งไปตลอดกาล
คนกลุ่มๆเล็กๆ กลุ่มนั้น เป็นเพื่อนของผม ..เป็นครอบครัว ..เป็น สิ่งมีค่า
พวกเขาเป็นคนที่ผมหาไม่ได้เลย ตลอดชีวิตการทำงานของผมทั้งที่เมืองไทย และ ที่นี่
ที่ที่ผมทำงานอยู่ทั้งใน ปัจจุบันและอดีต ผมเจอคนหลายๆคนที่ ผมชื่นชมว่า สุดยอด
,but they all silly, no one can replace your guys, never .. ever
…
เมื่อคืน ..ผมกลับไปที่ร้านเป็นครั้งสุดท้าย ..พร้อมๆกับเพื่อนๆทุกคน
กว่า 20 ชีวิตที่่พร้อมใจกันมา..
เรายังเปิดขายกาแฟและขนมตามปกติ ในราคาพิเศษ Last day special ![]()
ทีแรกผมก็นั่งดูอยู่เฉยๆ ..แต่ก็กระอักกระอ่วน ปน กระวนกระวาย ..
อยากลุกไปช่วย ..อยากทำกาแฟ
ที่ประจำตรงนั้น 3ปีกว่า ..หลังเครื่องทำกาแฟ
ถึงแม้ผมจะลาออกไปแรมเดือนแล้ว ..แต่ก็อดใจไม่ได้จริงๆ
เลยตรงรี่ ไปขออนุญาตเจ้าของ เข้าไปเนียนทำกาแฟ ..ฮาๆ
ความรู้สึกเก่าๆ ความคุ้นชินก็กลับมา
สุดท้าย เมื่อคืน “กาแฟแก้วสุดท้าย” ของร้าน ..ผมกับน้องชายก็เป็นคนทำ
.. ดีใจ
11.00pm. we officially closed
พวกเราถ่ายรูป และใช้เวลาร่วมกันในร้านเป็นครั้งสุดท้าย..
ทุกคนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ไม่มีใครเสียน้ำตา ..
มันทำให้ผมคิดได้ว่า ..
” พวกเราไม่ได้ ..”เสียใจ” แต่พวกเรา ..แค่ “เสียดาย”
ที่จะไม่มีร้านที่อบอุ่นยิ่งกว่าบ้าน ให้เราได้พบเจอพูดคุยกันอีก “
ผมกลับบ้านมา ..ไม่ได้มองหลังไปดูร้านแห่งนั้น
เพียงแต่ตั้งหน้าตั้งตารอ วันที่จะได้เจอหน้าทุกๆคนใหม่อีกครั้ง อีกไม่กี่วัน
ใน Christmas Party !!! ปีนี้